คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

สูตรบาคาร่าที่คนนิยมกันมากที่สุด

banner1

สูตรบาคาร่า เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดหากคิดที่จะหากำไรจากการ เล่นบาคาร่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เซียนไพ่ทั้งหลายพยายามเสาะแสวงเพื่อหาสูตรบาคาร่าเด็ดๆเพื่อนำมาช่วยในการเล่น เกมส์ไพ่บาคาร่า นอกจากจะเล่นเพื่อความสนุกสนานและเพลิดเพลินแล้ว ความมุ่งหวังหลักของผู้ที่เล่นบาคาร่าส่วนใหญ่นั้นก็คือผลตอบแทนเป็นเงิน ซึ่งแน่นอนว่าการจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีการวางแผนที่ดีและต้องมีสูตรบาคาร่าเด็ดๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทักษะของแต่ละบุคคลก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นระยะเวลาในการประสบความสำเร็จจากการเล่นจึงไม่เท่ากัน
สูตรบาคาร่า มีอยู่มากมายหลากหลายสูตรให้ผู้เล่นได้เลือกใช้ตามความถนัดและความเหมาะสมของโอกาส การเล่นบาคาร่าแบบใช้สูตรนั้นถือเป็นการลงทุนอย่างมีแบบแผน เพราะสูตรบาคาร่าส่วนใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดี จึงได้ออกมาเป็นสูตรที่มีให้ศึกษากันอย่างทุกวันนี้ สูตรบาคาร่าที่นิยมใช้กันมากที่สุดนั้นมีอะไรบ้าง จะขอสรุปอย่างคร่าว ๆ ดังนี้

สูตรบาคาร่าแบบ Martingale : เป็นสูตรที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย เริ่มต้นผู้เล่นต้องกำหนดจำนวนเงินในการวางเดิมพันในตาแรกแนะนำให้เริ่มต้นที่ 100 บาท ถ้าผู้เล่นชนะเกมส์นั้น ตาต่อไปก็ให้วางเดิมพัน 100 บาทเท่าเดิม แต่ถ้าในตานั้นผู้เล่นแพ้พนัน ตาถัดไปต้องเพิ่มจำนวนเงินเดิมพันเป็น 2 เท่าของตาเดิม เช่น ตาแรกวางเดิมพัน 100 แล้วแพ้ ตาต่อไปก็เพิ่มเป็น 200 ถ้าแพ้อีก ตาต่อไปก็เพิ่มเป็น 400 รูปแบบจะเป็น 100 < 200 < 400 < 800 < 1600 แต่เมื่อใดก็ตามที่ชนะเกมส์ต้องกลับไปเริ่มวางเดิมพันใหม่ที่ 100 บาทเสมอ  แฟชั่นผู้หญิง

สูตรบาคาร่าแบบ Paroli : สูตรบาคาร่าแบบนี้จะเล่นตรงข้ามกับสูตร Martingale คือ เริ่มต้นที่เงินวางเดิมพัน 100 บาทเท่ากัน ถ้าผู้เล่นแพ้ในเกมส์นั้น ตาต่อไปให้วางเงินเดิมพัน 100 บาทเท่าเดิม แต่เมื่อใดก็ตามที่ชนะการเดิมพัน ให้เพิ่มจำนวนเงินเดิมพันเป็น 2 เท่า เมื่อใดก็ตามถ้าแพ้เกมส์ต้องกลับไปเริ่มวางเดิมพันที่ 100 บาทเสมอ

สูตรบาคาร่าแบบ Parlay : สูตรบาคาร่าแบบ Parlay นี้จะคล้ายๆกันกับสูตร Paroli คือ เริ่มต้นวางเดิมพันที่ 100 บาท แล้วเมื่อใดก็ตามที่ชนะเกมส์ ตามต่อไปจะเพิ่มเงินวางเดิมพันเป็น 2 เท่า แต่จะต่างกันตรงที่ สูตรแบบ Parlay นั้น จะกำหนดเป้าหมายไว้ หากวางเดิมพันชนะถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตาต่อไปต้องกลับไปเริ่มวางเดิมพันที่ 100 บาท เช่น กำหนดเป้าหมายในการชนะเดิมพันไว้ที่ 1,600 บาท ตาแรกชนะ ตาต่อไปเพิ่มเป็น 200 ชนะอีกเพิ่มเป็น 400 ชนะอีกเพิ่มเป็น 800 ชนะอีก เพิ่มเป็น 1,600 ชนะเกมส์อีก ต้องกลับไปเริ่มที่ 100 บาท เพราะชนะถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว

เราเสียอะไรจาก “เงินบาทแข็งตัว”

ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง…หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย

มัฟฟินไข่อบผักโขม

มัฟฟินไข่อบผักโขม

ผักขมอบไข่ในรูปแบบถ้วยเล็ก ๆ ที่แสนน่ารักน่าหม่ำ พร้อมเห็ดแชมปิญองแต่งหน้า เปี่ยมโปรตีนและไฟเบอร์จาก ผัก เห็ด และไข่

สิ่งที่ต้องเตรียม

• น้ำมันมะกอก
• ผักโขม 300 กรัม
• ไข่ไก่ 4 ฟอง
• มอสซาเรลลาชีสขูด 1 ถ้วยตวง
• เห็ดแชมปิญอง 250 กรัม
• เฮฟวีครีม 1-2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น
• พริกไทยป่น

วิธีทำ

1. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส

2. ผัดเห็ดกับน้ำมันมะกอกจนเห็ดสุก ตักขึ้น พักไว้

3. ลวกผักขมกับน้ำ ใช้ไฟปานกลาง จนผักเริ่มสุก ตักขึ้น พักไว้

4. ตอกไข่ใส่ชามผสม ตีให้ไข่เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่เห็ดและผักปรุงสุกแล้วลงไป ตามด้วยชีสและเฮฟวีครีม ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ตักใส่พิมพ์มัฟฟิน แต่งหน้าด้วยเห็ดสุกให้สวยงาม

5. นำไปอบนาน 20-23 นาที หรือจนกว่าส่วนผสมจะสุกได้ที่ เมื่อนำมัฟฟินไข่ออกมาแล้วให้รอจนคลายความร้อนแล้วจึงโรยชีสอีกนิด ตกแต่งให้สวยงามแล้วจัดใส่จานเสิร์ฟได้เลย

ไข่อบมันเทศ

ไข่อบมันเทศ

มันเทศเนื้อหวานนำไปอบหอม ๆ สอดไส้ไข่อบและไส้กรอกอยู่ด้านใน เพิ่มความอร่อย 3 ชั้น ด้วยชีสสุดเข้มข้น เติมความอยู่ท้องอย่างมีสาระ

สิ่งที่ต้องเตรียม

• มันเทศ 2 หัว
• ไส้กรอกทอด
• ไข่ไก่ 4 ฟอง
• ครีมสด 1/4 ถ้วย
• มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ
• มัสตาร์ด 2 ช้อนชา
• ครีมสด 1/3 ถ้วย (สำหรับทำซอส)
• เชดด้าชีสขูด 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1. อบหรือย่างมันเทศจนสุก พักทิ้งไว้ให้คลายความร้อน จากนั้นผ่าแล้วคว้านเอาเนื้อออก เตรียมไว้

2. ตอกไข่ใส่ชามผสม เติมครีมสด ตีผสมพอเข้ากัน แล้วนำไปทอดจนสุก เตรียมไว้

3. นำเนื้อมันเทศ ไส้กรอก และไข่ทอดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน พักไว้

4. ผสมมายองเนส มัสตาร์ด ครีมสด และชีสขูดเข้าด้วยกัน นำไปตั้งหม้อไฟอ่อน ๆ เพื่อปรุงสุกและทำให้ ละลายกลายเป็นซอส

5. นำไส้กรอกที่ผสมไว้มาตักใสผ่าครึ่ง ในเปลือกมันเทศ ราดน้ำซอสบาง ๆ ตามด้วยไส้กรอกบดอีกชั้น และราดซอสทับลงไป โรยชีสขูดปิดท้ายก่อนนำมันเทศไปย่างให้ชีสละลาย พร้อมเสิร์ฟ

ไข่ลวกทรงเครื่อง

ไข่ลวกทรงเครื่อง

สำหรับคนที่อยากเพิ่มกำลังวังชา เพิ่มโปรตีนจากไข่ไก่ แต่เบื่อหน่ายเมนูไข่ต้มธรรมดา ลองเมนูไข่ลวกทรงเครื่องจานนี้ก็น่าจะฟินไม่เบา

สิ่งที่ต้องเตรียม

• ไข่ไก่ 1 ฟอง
• ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 1 แผ่น
• ซอสปรุงรส
• พริกไทย

วิธีทำ

1. ตั้งน้ำลวกไข่ด้วยไฟปานกลาง

2. นำไข่ไก่แช่เย็นไปต้มนาน 6-7 นาที

3. เมื่อครบเวลาแล้วให้ช้อนไข่ออกมาราดน้ำเย็นนาน 30 วินาที

4. ปอกเปลือกไข่ ราดซอสและโรยพริกไทย เสิร์ฟพร้อมขนมปังปิ้ง

ไข่สก็อต

ไข่สก็อต

ไข่ต้มห่อด้วยไส้กรอกบดผสมเกร็ดขนมปังทอด กรอบนอกนุ่มใน กลายเป็นเมนูกินเล่นแสนอร่อยของทุกวัย

สิ่งที่ต้องเตรียม

• ไข่ไก่ต้มสุก 6 ฟอง
• ไข่ไก่ดิบ 2 ฟอง
• นมสด 1 กระป๋อง
• ไส้กรอกหมูบด 450 กรัม
• พาสเลย์สับ 2 ช้อนโต๊ะ
• แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
• เกล็ดขนมปัง 4 ถ้วย
• น้ำมันสำหรับทอด
• มัสตาร์ด (สำหรับจิ้ม)

วิธีทำ

1. ผสมไส้กรอกหมูกับพาสเลย์สับให้เข้ากัน แบ่งเป็น 6 ส่วนเท่า ๆ กัน

2. ตีผสมไข่กับนมสด แล้วผสมแป้งอเนกประสงค์ลงไป ตีให้เข้ากัน

3. นำไข่ต้มปอกเปลือกมาคลุกแป้งที่ผสมไว้ให้ทั่ว (ไม่ต้องพอกแป้งหนามาก) จากนั้นห่อด้วยไส้กรอกที่บดไว้ ปั้นให้เป็นก้อนกลมสวย นำไข่ที่พอกแล้วไปคลุกเกร็ดขนมปังให้ทั่วถึง

4. ตั้งกระทะใส่น้ำมันโดยกะให้มีความสูงประมาณ 2 นิ้ว เปิดไฟปานกลาง รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ (ราว 350 องศาฟาเรนไฮท์) ค่อย ๆ นำไข่ที่คลุกไว้ลงไปทอดจนสุกได้ที่เมื่อสะเด็ดน้ำมันแล้วให้ผ่าครึ่ง ตกแต่งให้สวยงามก่อนเสิร์ฟ

กรมอุตุฯ เตือนอีสาน ตะวันออก เกิดพายุฝน มีลูกเห็บ-กทม.ฟ้าคะนอง

กรมอุตุฯ เตือน ภาคอีสาน ตะวันออก เกิดพายุฝน ลมกระโชกแรง มีลูกเห็บบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้ฝนลดลง ขณะที่ กทม. และปริมณฑล ฟ้าคะนอง

วันนี้(31 มี.ค.) พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้ ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนลดลง

ทั้งนี้ บริเวณความกดอากาศสูงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้วคาดว่าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ในวันนี้ (31 มีนาคม) ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีพายุฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงบางแห่งเกิดขึ้นได้หลายพื้นที่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้และอ่าวไทยมีลมตะวันออกมีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกลดลง

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ระทึก! ไฟไหม้ร้านอะไหล่รถในปทุมฯ กลางดึก คนหนีตายเจ็บ2

เกิดเหตุไฟไหม้ร้านอะไหล่ยนต์ 4 ชั้น ใน จ.ปทุมธานี กลางดึก คนหนีตายเจ็บ 2 ราย มูลค่าเสียหายกว่า 10 ล้าน คาดไฟฟ้าลัดวงจร ล่าสุดปิดการจราจรชั่วคราว

ร.ต.อ.อนวัตร แสนอินทร์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.สวนพริกไทย ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 5 คูหา โดยเหตุเกิดเพลิงไหม้ที่บริเวณ ร้านอุดมทรัพย์ขายอะไหล่ยนต์ จำนวน 4 คูหา นอกจากนี้ ยังติดกับร้านข้างเคียงอีก 1 คูหา เหตุเกิดบริเวณถนนปทุม-ติวานนท์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายสายัณ นพขำ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านกลางประสานรถดับเพลิงในพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 10 คัน เพื่อเร่งดับเพลิง พร้อมมูลนิธิร่วมกตัญญูและอาสาเวหาปทุมธานีช่วยเหลือ

โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และรถดับเพลิงจำนวน 10 คัน เร่งฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่กระโดดหนีไฟมาจากตัวอาคารทางด้านหลังจำนวน 2 คน ทราบชื่อ นายประทีป อุดมรัตนวิช อายุ 40 ปี เจ้าของร้านอุดมทรัพย์อะไหล่ยนต์และภรรยา ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งโรงบาลปทุมธานีแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงระดมดับเพลิงอยู่ ซึ่งมีเสียงระเบิดเป็นระยะๆ ซึ่งภายในร้านมีน้ำมัน และอะไหล่ยนต์ เป็นเชื้อเพลิง มูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท

ด้าน นายกฤษณ์ อายุ 36 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ได้ยินเสียงว่าไฟไหม้จึงออกมาดู ก็พบเพลิงได้ลุกไหม้มาจากร้านอะไหล่ยนต์มีควันออกมาจำนวนมาก จึงได้เรียกเจ้าของร้านกันแต่ก็ไม่มีใครออกมา จนไฟได้ลุกลามไปยังคูหาข้างเคียงต่อมาเห็นเจ้าของร้านหนีควันไฟลงมา ส่วนเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดับเพลิงเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารข้างเคียง คาดว่าสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้มาจากไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อเพลิงดับสนิทแล้วจะประสานพิสูตรหลักฐานเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะที่การจราจรบริเวณดังกล่าวยังคงติดขัด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ ได้ปิดการจราจรชั่วคราว

งด! เล่นแป้ง-ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ช่วงสงกรานต์

รองผู้ว่าฯ กทม. ขอความร่วมมืองดเล่นแป้งและใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หวั่นก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ กรุงเทพมหานคร กำหนดจัดงาน ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ระหว่างวันที่ 12-15 เม.ย. 60 โดยเน้นการจัดงานในรูปแบบการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี

กิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย วันที่ 12 เม.ย. จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากพิพิธภันฑสถานแห่งชาติมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ลานคนเมือง ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.60 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 15 เม.ย. 60 จากนั้นจะอัญเชิญกลับไปประดิษฐานยังพิพิธภันฑสถานแห่งชาติ และในวันที่ 13 เม.ย. 60 ช่วงเช้าจะมีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 191 รูป และพิธีรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ

สำหรับหน่วยงานอื่นมีกำหนดการจัดงานสงกรานต์ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร อาทิ สยามสแควร์ และสวนสันติชัยปราการ ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีกำหนดเชิญผู้แทนหน่วยงานซึ่งจะมีการจัดงานสงกรานต์เข้าประชุมเพื่อชี้แจงแนวทางการจัดงานสงกรานต์สำหรับปีนี้ในวันที่ 4 เม.ย. เพื่อให้การจัดงานในทุกพื้นที่เป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานคร ขอความร่วมมือประชาชนงดการเล่นแป้ง และงดการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้

ตำรวจ – ทหาร ยังตรึงเข้มคัดกรองบุคคล รอบวัดพระธรรมกาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มงวด รอบวัดพระธรรมกาย-ไม่พบสิ่งผิดปกติ

บรรยากาศในช่วงเช้านี้บริเวณพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดถนนคลองหลวงที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและตรวจตรารถที่สัญจรผ่าน ขณะที่บริเวณหน้าประตู 7 ตรงข้ามสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง

บรรยากาศทั่วไปยังเป็นไปตามปกติ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงวางแนวรั้ว ตรวจตรารถและบุคคลที่ผ่านเข้าออก ส่วนบริเวณตลาดกลางหลวง ฝั่งตรงข้ามประตู 5-6 หลังจากที่ช่วงบ่ายวานนี้กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ได้ถือป้ายคัดค้านการใช้มาตรา 44 และเตรียมที่จะเดินทางเข้าไปภายในวัดพระธรรมกาย โดยให้เหตุผลว่าเข้าไปสวดมนต์ และให้กำลังใจพระธัมมชโย ก่อนที่ด้านพระวินยาธิการ พระครูวิบูลกัลยาณคุณ ได้เข้าเจรจา ทำให้พระสงฆ์ยุติการเดินทางเข้าไปภายในวัด แต่ยืนยันว่าจะปักหลักสวดมนต์ที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงต่อไป โดยยังคงมีศิษยานุศิษย์ปักหลักในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

ส่วนทางด้านฝั่งทางเข้าคลองแอนที่จะสามารถเข้าไปยังประตู 5-6 ของวัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจยังกั้นแนวแผงเหล็กเป็น 2 ชั้นและทุกชั้นมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรอง ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว